Untitled Document Untitled Document Connect 038415
   
 

น้ำมันรั่ว : กับผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม


      วันที่ 20 เมษายน 2010 เกิดอุบัติเหตุการระเบิดและเพลิงไหม้แท่นขุดเจาะ น้ำมันในอ่าวเม็กซิโกของบริษัท British Petroleum (BP) ซึ่งตั้ง อยู่กลางทะเลห่างจากชายฝั่งเมืองพอร์ตออฟเวนิซ รัฐหลุยเซียนาไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 84 กิโลเมตรผ่านมา เป็นระยะเวลากว่า 70 วันผลกระทบจากน้ำมันรั่วก็ยัง คงมีให้เห็นอยู่ทั่วไปตามชายฝั่งอ่าวเม็กซิโก

      เหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลสู่ทะเลครั้งนี้นับว่า เป็นหายนะต่อสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งของโลกโดยไม่นับ รวมถึงความสูญเสียต่อเศรษฐกิจ

      การเกิดน้ำมันรั่วไหลลงสู่ทะเลหรือ Oil spill นั้นเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุเช่นการเกิด อุบัติเหตุท่อส่งน้ำมันกลางทะเลรั่วอุบัติเหตุเรืออับปางหรือชน กันการขนถ่ายน้ำมันการถ่ายน้ำมันเครื่องการระบาย น้ำออกจากตัวเรือเป็นต้น

      การรั่วไหลของน้ำมันลงสู่ทะเลในปริมาณมากหรือมี คราบน้ำมันติดค้างอยู่เป็นเวลานานโดยปราศจากการป้องกันและการบริหารจัดการ จะส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศทางทะเลผลกระทบ ที่จะตามมาในอนาคตคือปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งใน ระดับชุมชนถึงระดับประเทศ

      การปนเปื้อนน้ำมันก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทะเลเนื่องจากน้ำมันบนผิวน้ำไปขัดขวางการถ่ายเทก๊าซออกซิเจนระหว่าง อากาศและน้ำทำให้เกิดน้ำเน่าเสียสัตว์น้ำ ขาดออกซิเจนและรากต้นไม้ในป่าชายเลนไม่สามารถหายใจได้จึงเป็นการทำลายระบบ นิเวศป่าชายเลน



  

ผลกระทบต่อสัตว์

      สัตว์ที่ ได้รับผลกระทบมีตั้งแต่สัตว์น้ำขนาดเล็กเช่นปลาแพลงตอนสัตว์ เปลือกแข็ง (เช่นกุ้งเคย krill ซึ่งมี บทบาทสำคัญในห่วงโซ่อาหาร) นกทะเลเพนกวินนากทะเลแมวน้ำสิงโต ทะเลแต่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดและมีอัตราการตายสูงมักเป็นพวกนก น้ำ

  1.ทางกายภาพ (Physical impact)
      เมื่อขนสัตว์ซึ่งปกติจะกันน้ำ (ทำให้ สัตว์ลอยน้ำได้และรักษาอุณหภูมิของร่างกาย) ถูกน้ำมัน เปื้อนจะจับกันเป็นก้อนทำให้น้ำซึมเข้าถึงผิวหนังมีผลให้ สัตว์ไม่สามารถรักษาอุณหภูมิของร่างกายได้จึงหนาวตาย (เนื่องจากอุบัติเหตุเหล่านี้มักเกิดในต่างประเทศเขตหนาวเช่นแคนาดาอเมริกา เหนือหรืออาจเกิดoverheatถ้าเกิดในเขตร้อน) และอาจทำ ให้สัตว์จมน้ำตายได้นอกจากนั้นคราบน้ำมันยังอาจอุดตันจมูกปากหรือ ระคายเคืองตาได้และในภาวะดังกล่าวสัตว์ผู้ ล่าก็จะล่าสัตว์เหล่านี้ได้โดยง่าย (แต่หมายถึงได้กินอาหารที่ปน เปื้อนสารพิษ) นอกจากนี้คราบน้ำมันที่เคลือบผิวหนังจะถูกดูด ซึมเข้าสู่ร่างกายไปยับยั้งการสืบพันธ์ และการเจริญเติบโตโดยเฉพาะ ไข่นกจะไม่สามารถฟักออกเป็นตัวได้

2.การปน เปื้อนของสารพิษ(Toxic contamination)
      น้ำมันมีความเป็นพิษต่อทางเดินอาหาร (ทำให้ เกิดแผลหลุมและมีเลือดออกในทางเดินอาหาร), ตับ, ตับอ่อน, ไต (ทำลาย เนื้อเยื่อเหล่านี้อย่างรุนแรง), ปอด (ปอดบวมจากการสำลักพบได้เป็นปกติในกรณีเช่นนี้), ระบบ ประสาทส่วนกลางและมีผลระยะยาวต่อระบบสืบพันธุ์โดยน้ำมัน สามารถเข้าสู่ตัวสัตว์ได้ทั้งทางการหายใจ (ไอระเหย) ซึมผ่าน ทางผิวหนังและทางปาก (จากการปนเปื้อนในอาหารและจาก พฤติกรรมการไซร้ขนเมื่อขนเปื้อนน้ำมันจะทำให้สารที่เป็นพิษจาก น้ำมันจะเข้าสู่ตัวสัตว์ได้)

3.ผลต่อแหล่งอาหาร (Food resource contamination)
      สัตว์น้ำที่ปนเปื้อนน้ำมันจะมีสารพิษในตัวเมื่อ สัตว์ผู้ล่ากินเข้าไปก็จะได้รับสารพิษและสัตว์ที่ปนเปื้อนมักมีกลิ่น น้ำมันทำให้ผู้ล่าไม่กินเกิดภาวะขาดอาหาร




      นอกจากนี้คราบน้ำมันยังปิดกั้นแสงสว่างที่สองลง มาสู่พื้นท้องน้ำมีผลต่อขบวนการสังเคราะห์แสงของพืชน้ำน้ำมันที่ ความเข้มข้นสูงอาจทำให้สัตว์น้ำตายได้น้ำมันที่มีความหนาแน่นสูงเมื่อจม ลงสู่พื้นท้องทะเลมีผลต่อสัตว์หน้าดินแนว ปะการังและแหล่งหญ้าทะเลคราบน้ำมันเมื่อเคลื่อนตัวเข้าสู่ ชายฝั่งจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศชายฝั่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบนิเวศ หาดทราย

      ผลกระทบที่กล่าวมานี้จะทำให้คุณภาพของแหล่งท่อง เที่ยวลดลงและทำให้เกิดความเสียหายแก่กิจกรรมการใช้ ประโยชน์ต่างๆ เช่นกิจกรรมนันทนาการชายหาดการทำประมงการเพาะเลี้ยงฯลฯ

      สำหรับประเทศไทยกรมควบคุมมลพิษได้บันทึก ข้อมูลสถิติไว้ พบว่า สถานการณ์อุบัติเหตุน้ำมันรั่วไหลลงทะเลตั้งแต่ปี 2516-2547 พบมี อุบัติเหตุทางเรือทำให้มีน้ำมันรั่วไหลลงทะเลทั้งสิ้น 90 ครั้งใน พื้นที่ 22 จังหวัดที่มีชายฝั่งติดทะเลโดยเฉพาะจ.ชลบุรีและระยองถือว่ามี ปัญหาอุบัติเหตุบ่อยครั้งที่สุด

      โดยเฉพาะจากกรณีเรือ Eastern Fortitude และเรือ Kotawijawa ชนกับเรือ Skyace และจาก สถิติที่ทำการรวบรวมโดยกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีกระทรวง คมนาคมในช่วงปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2540 ถึงปีพ.ศ. 2547 พบว่า เกิดเหตุน้ำมันรั่วไหลเฉลี่ยปีละประมาณ 12 ครั้งโดยปีพ.ศ. 2542 เป็นปีที่เกิดเหตุมากที่สุดคือ 18 ครั้งพื้นที่

      ที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นบ่อยที่สุดได้แก่กรุงเทพมหานครสมุทรปราการชลบุรีและระยองที่ เหลือกระจายในจังหวัดต่างๆ ทางภาคใต้เช่นชุมพรนครศรี ธรรมราชสงขลาและภูเก็ตเป็นต้นนอกจากนี้ ยังมีกรณีน้ำมันรั่วไหลบริเวณท่อรับน้ำมันดิบกลางทะเลของบมจ.ไทยออยล์ เขตอ่าวอุดมอำเภอศรีราชาจังหวัดชลบุรีเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน2548




บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง :
  - ย้อนเหตุน้ำมันรั่ว"บีพี"บทเรียนราคาแพง
- 10 เหตุการณ์น้ำมันรั่วครั้งใหญ่สุดทั่วโลก
- น้ำมันรั่วกับผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม
- การจัดการกากกัมมันตรังสในวัฏจักรเชื้อเพลิงนิวเคลียร์
- กากกัมมันตรังสีและของเสียจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

แสดงทั้งหมด